วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

พราหมณ์กับปู ของ Candi Mendut


ชาดกเรื่อง พราหมณ์กับปู ที่ “วิหารจันทิเมนดุต”
.
.
.
ภาพสลักนูนต่ำ บริเวณผนังกำแพงของราวบันไดลานประทักษิณ ฝั่งทิศเหนือ ที่ “วิหารจันทิเมนดุต” (Chandi Mendut Vihara) บนเกาะชวา สลักเล่าเรื่องราวชาดก อันเป็นเรื่องเล่าเพื่อการสั่งสอนธรรมโดยอาศัยนิทานเรื่องเล่าเป็นเครื่องมือ ไว้หลายตอน
..
..
กรอบหนึ่ง เล่าเรื่อง “พราหมณ์กับปู” (The Brahmin and the Crab) มีเนื้อเรื่องว่า
.
กาลครั้งหนึ่งพราหมณ์ “ทวิจิตวารา” นั่งสมาธิอยู่บนภูเขาสูง ได้มาพบกับปู “อัสทะปาดา” ที่กำลังกระหายน้ำใกล้จะตาย พราหมณ์จึงนำผ้ามาห่อปู แล้วจึงนำลงมาจากภูเขามายังแม่น้ำ แล้วปล่อยให้ปูว่ายน้ำไป พราหมณ์มีความสุขในการช่วยชีวิตสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน
… 
ด้วยความเหนื่อยอ่อน พราหมณ์จึงนอนพักและหลับไปบนหินใหญ่ ที่ริมน้ำนั้น 
.....
งูมาจากพุ่มไม้ และอีกาบนต้นไม้ แอบเฝ้าดูพราหมณ์อยู่ สัตว์ชั่วร้ายทั้งสองวางแผนจะกินพราหมณ์
.
"(งู) ฉันจะกินเนื้ออร่อยของเขา (กา) แต่ดวงตาของเขาเป็นของฉันนะ”
.
"มันเป็นการแบ่งปันที่ดีนะอีกา เอาล่ะ ฉันจะเลื้อยไปหักกระดูกของเขาก่อน " งูกล่าว
......
ปูอัสทะปาดา ได้ยินเสียงการสนทนาของงูและกา จึงขึ้นมาจากแม่น้ำ
.....
"พวกเจ้ายังกินเขาไม่ได้นะ” แล้วปูจึงเสนอกากับงูว่า “ข้ามีเวทมนตร์ที่จะทำให้คอของพวกเจ้ายาวขึ้น ช่วยให้เจ้าเพลิดเพลินกับการกินเนื้อเขา มันจะอร่อยมากขึ้นหากเมื่อพวกเจ้าได้เลี้ยงรสชาติไว้ด้วยคออันยาว” 
....
ทั้งงูและกาตกลง จึงยื่นคอให้ยาวขึ้นมาที่ปูเพื่อรับเวทมนตร์ อัสทะปาดาจึงใช้โอกาสนี้ตัดคอของพวกเขาด้วยก้ามอันแข็งแรง
.....
พราหมณ์ตื่นมาเห็นเหตุการณ์ ปูอัสทะปาดาจึงกล่าวแก่พราหมณ์ทวิจิตวารา ว่า
"ท่านได้ช่วยชีวิตเราเอาไว้ คราวนี้เราขอตอบแทนด้วยการช่วยชีวิตท่าน " 
..
..
*** “การกระทำความดี ย่อมได้รับการตอบแทนด้วยความดีเสมอกัน....อย่างแน่นอน”
...
.
..
วรณัย พงศาชลากร 
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

เรื่องราว “ห่านฟ้าและเต่า” ของ Candi Mendut


ชาดกเรื่อง “ห่านฟ้าและเต่า”

...
เรื่องราวของภาพสลักนูนต่ำ ข้างราวบันไดทางขึ้น “วัดจันทิเมนดุต” (Chandi Mendut Vihara) บนเกาะชวา
....
.....ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภพระโกกาลิกะผู้เดือดร้อนเพราะปากไม่ดีว่า ...
...
“....เมื่อครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมหาอำมาตย์ สอนธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัตผู้ครองเมืองพาราณสี โดยปกติพระราชาเป็นคนพูดมาก พูดไม่เพราะและไม่มีหางเสียง เสนาอำมาตย์พยายามหากลอุบายกล่าวตักเตือนพระองค์อยู่เสมอ แต่ก็ไม่สามารถห้ามปราบพระองค์ได้ พระโพธิสัตว์มหาอำมาตย์จึงเล่าเรื่องถวายว่า
...
“....มีสระน้ำแห่งหนึ่งในป่าหิมพานต์ มีเต่าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ มันเป็นเพื่อนกันกับลูกห่านฟ้า 2 ตัว
วันหนึ่ง ลูกห่านฟ้าได้มาเยี่ยมเต่าและได้ชวนมันไปเที่ยวที่ถ้ำทอง โดยให้เต่าคาบไม้ไว้แล้วหงส์จะคาบปลายทั้งสองข้างบินไป แต่ก่อนไปได้ตกลงกับเต่าว่า 
...
“เต่าเจ้าเอ๋ย เจ้าต้องอดทนไม่พูดอะไรเลย จนกว่าจะถึงถ้ำของเรานะ มิเช่นนั้นท่านจะต้องร่วงลงพื้นดิน” เต่ารับคำอย่างมั่นเหมาะ แต่พอห่านฟ้าบินผ่านเมืองพาราณสี ผู้คนพยายามยิงธนูหน้าไม้ แต่ก็ไม่โดน จึงตะโกนยั่วยุว่า 
...
“เฮ้ ๆ พวกเรามาดูห่านฟ้าหามเต่า เร็วเข้า เต่ามันไม่มีปัญา ต้องให้ห่านฟ้าช่วยเหลือ” 
...
เต่าได้ฟังเช่นนั้นก็บังเกิดอารมณ์ไม่พอใจในคำยั่วยุ จึงเผลออ้าปากพูดว่า “พวกเจ้าจะไปรู้อะไร เราต่างหากที่กำลังหามห่านฟ้าไป” เมื่อเต่าอ้าปากพูด มันจึงหลุดออกจากไม้ที่มันได้คาบเอาไว้ แล้วร่วงจากฟ้าตกลงไปยังพื้น ชาวบ้านจึงช่วยกันจับเต่าฆ่ากิน...”
.....
ขณะที่พระโพธิสัตว์กำลังเล่าเรื่องจนจบนั้น มีเสียงอื้ออึงมาว่า “มีเต่าตกจากท้องฟ้าลงมาตายตัวหนึ่ง” อำมาตย์ทั้งหลายพร้อมด้วยพระเจ้าพรหมทัตจึงเสด็จไปที่นั้น พระราชาตรัสถามถึงสาเหตุที่เต่าตกลงมาตาย พระอำมาตย์โพธิสัตว์ได้โอกาส จึงให้โอวาทพระเจ้าพรหมทัตเป็นว่า
...
“เต่าพออ้าปากจะพูด ได้ฆ่าตนเองแล้วหนอ เมื่อคาบท่อนไม้อยู่ดีแล้ว กลับฆ่าตนเองเสียด้วยคำพูดของตนเองนั่นแหละ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐในหมู่วีรชน บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เห็นเหตุวันนี้แล้วควรพูดให้ดี ไม่ควรพูดด้วยอารมณ์หุนหัน ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรเต่าผู้ถึงความพินาศเพราะการพูดเถิด พระพุทธเจ้าข้า”
...
พระราชาทราบว่ามหาอำมาตย์กำลังพูดถึงพระองค์ จึงตรัสถามขึ้นอย่างว่า “ที่ท่านพูดหมายถึงเราใช่ไหม ?” อำมาตย์โพธิสัตว์จึงกราบทูลว่า
...
“มหาราชา..ไม่ว่าจะเป็นพระองค์หรือใครคนไหน ๆ ก็ตามที หากเมื่อพูดเกินประมาณ ....ย่อมถึงแก่ความพินาศด้วยกันทั้งสิ้น”